เราอยู่ใต้ฟ้าเดียวกันก่อนวันโลกแตก
posted on 02 Apr 2010 20:26 by onlyindreamเราอยู่ใต้ฟ้าเดียวกันก่อนวันโลกแตก
ผ่านมาหลายวันแล้วที่ผมจดๆจ้องๆ อยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยที่ไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร เรื่องราวมากมายมันวิ่งวนไปมาอยู่ในสมองจนจับต้นชนปลายไม่ถูก จนเมื่อสองสามวันที่แล้วผมหลบไปเที่ยวที่หัวหินกับเพื่อนสี่ห้าคน ได้สูดรับเอาอากาศบริสุทธ์ในรอบหลายปีที่ไม่ได้เดินทางไปไหนเลยเพราะมัวต้องทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ที่เค้าว่ากันว่าเป็นเมืองสวรรค์ ผมหย่อนตูดนั่งลงบนผืนทรายฟังเสียงคลื่นและก็เป็นอีกโอกาศดีทีเดียวที่ริมชายหาดหัวหินวันนี้ มีงานแสดงดนตรีพอดิบพอดี เพื่อนผมไม่รอช้ารีบไปสังเกตุการณ์ด้อมๆมองอยู่หน้างานซักพักใหญ่แล้วก็เดินกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มและตั๋วเข้างานตามจำนวนพวกเรา กล่องโฟมบรรจุน้ำแข็งถูกลากออกมาจากหลังรถพร้อมกับเบียร์กระป๋องแพ็คใหญ่ (ผมแอบยิ้ม 555) โดยที่ไม่ต้องกลัวกันว่าถ้ามันหมดแล้วกูจะไปหาซื้อที่ไหนวะ เพราะตามร้านค้าจำนวนมากมายมหาศาลเหมือนงานกาชาด ที่พวกชาวบ้านแถวนั้นตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับจำนวนักท่องเที่ยวมะนเยอะเสียเหลือเกิน เมื่อเบียร์พร้อมแล้วเราก็จับจองปูเสื่อกันตรงที่ๆ เราลงความเห็นว่าน่าจะสะดวกที่สุดเพราะใกล้ทางเดินและไม่เบียดกับคนอื่นมากนัก
หนึ่งทุ่มตรงดนตรีเริ่มเล่นเป็นเพลงที่ผมรู้จักบ้างและไม่รู้จักบ้างเพลงที่เล่นเป็นเพลงไทยฟังสบายๆสนุกสนาน ผมจิบเบียร์มองดูผู้คนมากมายรอบข้าง บางคนร้องเพลงตาม บางคนกระดกเบียร์ บางคนจับมือกับคนรัก แต่ทั้งหมดตกอยุ่ในมนต์เสน่ห์ของเสียงเพลง เสียงเพลงที่ผมไม่เคยคิดว่าวันนึงผมจะมานั่งตรงนี้และฟังเพลงแนวนี้ เพลงที่มันไม่ร็อค ไม่แหกปาก ไม่พังค์ ไม่ต้องเมาแล้วกระโดดชนกัน ไม่ต้องด่ารัฐบาลโดยที่ลึกๆ เราก็ไม่รู้เรื่องเหี้ยอะไรลึกซึ้งเลย ไม่ต้องสดุดีถึงคนตายและวีระบุรุษในสงคราม ไม่มีกัญชา ไม่มียาเสพติด ใช่ มันมีแค่เบียร์ ไวน์ และสงครามบาร์บีคิว (แต่ไม่ได้แดกซักกะไม้) ผมนั่งนิ่ง....เพลงที่ได้ยินเงียบไป...........ทุกอย่างเงียบสงบ...........ผมไม่ได้ยินสียงดนตรี...........ไม่ได้ยินเสียงสาววัยรุ่นข้างๆ ร้องเพลงตาม.................................................................................................... “เฮ้ย...ชนหน่อย..!!!!” "....แม่ง" ทำผมสดุ้งตื่นจากภวังค์ ผมหันตามเสียง เพื่อนผมยื่นกระป๋องเบียร์มาข้างหน้า ผมยิ้มยื่นกระป๋องเบียร์ผ่านเสียงเพลงไปกระทบกับกระป๋องเบียร์เย็นเจี๊ยบของเพื่อน ผมชอบกระป๋องเบียร์ที่หนักและเย็น มันทำให้ผมมั่นใจว่า คืนนี้...จะยังไม่จบลง ผมเริ่มได้ยินเสียงเพลง เสียงดนตรีดังขึ้น เพลงนี้เป็นเพลงของว่านเอเอฟ เพลง “ คนไม่มีเวลา ” เพลงบรรเลงต่อไป ผมยกเบียร์ขึ้นกระดกจนหมดกระป๋อง บีบกระป๋องให้รู้ว่ากินไปจนหมดแล้ว...เปิดถังโฟมควานมือหาเบียร์กระป๋องใหม่ จุดบุหรี่ขึ้นสูบ พลางถอนหายใจ................ผมเปลี่ยนไป............( มีคนเคยบอกว่า "คนเราทุกคนเปลี่ยนไป ไม่มีใครเหมือนเดิม....ไม่มีใครเป็นคนใหม่ แต่ไม่มีใครเป็นคนเดิม" จริงหรือไม่..พิสูจน์กันเอาเองเด้อ.. )
สามทุ่มเศษ...ผมเดินไปเยี่ยวเป็นรอบที่เท่าไหร่จำไม่ได้ ใครล่ะจะจำเรื่องเดินไปเยี่ยว แค่ไม่ลืมหยิบเบียร์ติดมาก็ดีเท่าไหร่ละ..เบียร์ที่กินมันยังไม่หมดไปซักทีหรือกูหยิบผิดถัง ไปหยิบเอาในถังโฟมของชาวบ้านเค้าวะ...เอาน่ะคนไทยรักกันกูใส่เสื้อสีดำ กูไม่เกี่ยว...เพื่อนผมมันคงเริ่มโดนฤทธ์ของแอลกอฮอล์เล่นงาน ที่รู้ได้เพราะสายตามันปรือเหลือเกิน (หรือมันอยากปล่อยอารมณ์ออกมายามเมื่อยล้าสายตาหนอ) ระยะทางการเดินไปเยี่ยวยามเราปวดช่างรวดเร็ว แต่ขากลับมันช่างชิลหนักหนา....ผมเดินอยู่ริมทะเลมองหาเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า แต่ก็จะเห็นแค่เพียงเรือของชาวประมง อดคิดสงสัยไม่ได้ว่าเค้าจะหาปลาได้มากน้อยเพียงใดกับค่ำคืนเช่นนี้หรือพวกเค้ากำลังกลับเข้าฝั่งมาพร้อมกับปลามากมาย ใช่...ชีวิตย่อมอยู่กับปัจจุบัน ชาวประมงยังไม่รู้ว่าจะหาปลาได้มากน้อยเพียงใดบนเรือลำใหญ่ หากเรือยังจอดทิ้งสมอรออยู่ริมหาดด้วยความสงสัย.... แล้วเราเล่าจะคาดหวังอะไรบนเรือลำนั้น แน่นอนชีวิตเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การทำตัวให้วุ่นวายยิ่งซับซ้อนกว่า หากชีวิตคนเราวางรายละเอียดไว้มากมาย การเก็บรายละเอียดย่อมยุ่งยากเป็นธรรมดา บางครั้งมากมายจนลืมไปว่าเราต้องการทำอะไร ก็เหมือนเรือหาปลาที่ออกทะเลแล้วกลับมาด้วยเรือที่ว่างเปล่า แล้วจะมีประโยชน์อะไรเล่าหากการเดินทางไกลแสนไกลของหนุ่มสาว ว่างเปล่า...ไร้ซึ่งเรื่องราวและคงจะน่าเศร้ากว่า ที่ผลลัพธ์ก็ว่างเปล่าเช่นกัน.
เสียงเพลงๆ สุดท้ายจบลงเสียงปรบมือดังไปทั่วหาด งานดนตรีจบไปด้วยดี คนดูเมากันด้วยดี คู่รักหนุ่มสาวก็รักกันด้วยดี ชายรักชายก็คงพร้อมกันด้วยดี .... คืนนี้เหมือนคืนพิเศษ คืนพิเศษไม่ใช่เพราะว่ามันมีดนตรี ไม่ใช่เพราะปาร์ตี้ริมหาด แต่เพราะมันพิเศษ มันขลังด้วยภาพลักษ์ของมันเอง ( เหมือนคุณมีคนรักเป็นคนพิเศษ เค้าไม่ต้องมีสามแขน สามขาเค้าก็พิเศษ เข้าใจป่ะ ) โดยส่วนตัวผมอยากเห็นบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นกับคนไทยบ่อยๆ เป็นความฝันอย่างหนึ่งที่คงเป็นไปได้ยากในเจเนอเลชั่นนี้ ต้องทำใจ....
ครึ่งทางแล้ว แวะจอดรถที่ปั๊มล้างหน้าล้างตาเรียกความสดชื่นกลับมาก่อนจะหลับใหลไปกับตอม่อสะพาน... มองไปที่ถนนหนทางยามนี้ช่างมืดแสนมืดเส้นทางทอดยาวไกล สู่แสงไฟริบหรี่ การเดินทางย่อมต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะพบจุดหมายปลายทาง เรายังไม่รู้ว่าปลายทางของการเดินทางจะต้องพบกับอะไร แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็ไม่น่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายนักหรอก ระหว่างทางย่อมมีเรื่องเล่าและเรื่องเล่าทั้งหมดทั้งปวงนั้น จะมีค่าเมื่อถูกกเล่าอีกครั้งในที่ๆเรานั่งพักกายไร้เรื่องรีบเร่ง...อยู่ที่จุดหมายที่เราเคยฝันไว้ จุดบุหรี่ขึ้นสูบ จิบเบียร์เย็นเจี๊ยบแทบจะเป็นวุ้น และเล่าเรื่องการเดินทางให้กับคนหนุ่มสาวฟัง....อีกครั้งหนึ่ง.
by.ช่างภาพหมูกะทะ
edit @ 2 Apr 2010 20:51:54 by onlyindream
edit @ 26 Aug 2010 13:51:52 by onlyindream
edit @ 19 Apr 2011 13:47:49 by onlyindream